AJ-RAM.COM | คุยเฟื่องเรื่องพระแท้กับอาจารย์ราม

เพชรหน้าทั่ง

"มีความเข้มขลังทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี คนสมัยก่อนนิยมพกออกศึกสงคราม"

 

เพชรหน้าทั่ง1

วันนี้มาพูดคุยกันเรื่องเพชรหน้าทั่งดีกว่า เผื่อมีใครถามมีใครบอกจะได้รู้ที่มาที่ไป หรือใครมีอยู่แล้วก็จะได้ทราบสรรรพคุณของวัตถุธาตุชนิดนี้มากขึ้นครับ
คำว่า "ทั่ง" หมายถึง เหล็กลักษณะหนาแบนเป็นแผ่นใหญ่เอาไว้รองรับเวลาตีเหล็ก เช่น ตีมีด ตีดาบ หรืออะไรต่อมิอะไร ที่ต้องเผาให้อ่อนตัวก่อนแล้วนายช่างจึงคีบเอาขึ้นมาวางไว้บนทั่ง แล้วตีให้ได้รูปตามต้องการ เพราะฉะนั้นเหล็กที่ใช้ทำเป็นทั่ง จะต้องหนาใหญ่และแข็งแกร่งเหนียวทนมาก จึงจะรองรับความร้อนและการตีได้ คนโบราณมีคำเปรียบว่า การทำอะไรยากๆ ที่เป็นไปไม่ค่อยได้เขาเรียก "ฝนทั่งให้เป็นเข็ม" ซึ่งหมายถึงฝนเหล็กหนาขนาดใหญ่ให้กลายเป็นเข็มเล็กนิดเดียว เรียกว่ามีความพยายามมากถึงมากที่สุดทำนองนั้นละครับ

ส่วนคำว่า "เพชรหน้าทั่ง" เป็นคำโบราณ คนปัจจุบันแทบไม่รู้ความหมายกันแล้ว หมายถึงการเปรียบเทียบวัตถุธาตุบางชนิด ว่ามีลักษณะเหมือนประกายของเหล็กที่เป็นสะเก็ดตีบนทั่ง แล้วกระเด็นเป็นลูกไฟเล็กๆ ดูระยิบระยับจับตาออกมา ตอนตีเหล็กที่หน้าทั่ง ซึ่งก็คือคุณสมบัติของสิ่งที่เราเรียกว่า “เพชรหน้าทั่ง” ที่จะเป็นสะเก็ดทอแสงคล้ายประกายไฟระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟตอนกลางคืน

ความจริงแล้ว “เพชรหน้าทั่ง” จะเป็นโลหะธาตุชนิดหนึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pyrite อ่านว่า ไพไรท์ มาจากคำว่า Pyr (ไพร์) ซึ่งแปลว่า ไฟ ในภาษากรีกโบราณ เนื่องจากอนุมูลของ Pyrite จะประกอบด้วยธาตุเหล็กเป็นหลัก และจะเป็นประกายคล้ายสะเก็ดไฟเหมือนตอนตีเหล็กที่หน้าทั่ง สีสันของ Pyrite จะมีสีดั้งเดิมเป็นขาวเงินเหมือนเหล็กกล้า แล้วค่อยๆ เขียวอมเหลืองทองในส่วนที่เป็นอนุมูลหนาแน่น หากตะปุ่มตะป่ำจะสะท้อนแสงไฟได้โดยง่ายคล้ายเหลี่ยมเพชร บางคนเห็นเป็นสีเหลืองทองในเนื้อหินก็นึกว่าเป็นสายแร่ทองคำ ซึ่งความจริงจะมีน้ำหนักเบากว่าทองคำมาก ชาวกรีกโบราณจึงเรียกเพชรหน้าทั่งในอีกชื่อหนึ่งว่า Fool Gold หรือ ทองตลก

ในบ้านเรานั้นปรากฏหลักฐานว่ามีการพบวัตถุธาตุทำนองเดียวกับ “เพชรหน้าทั่ง” มาแต่สมัยสุโขทัยแล้วซึ่งพวกเราก็รูจักกันดีได้แก่ "ข้าวตอกพระร่วง" ซึ่งเป็นออกไซด์ของเหล็กชนิดหนึ่ง เรียกว่า "แร่ LIMONITE" สามารถเกิดผลึกโดยอาศัยรูปผลึกของแร่ชนิดอื่นได้ มักพบตามแผ่นหินผุตามเทือกเขา โดยเฉพาะบริเวณเชิงเขาพระบาทใหญ่ จ.สุโขทัย เมื่อทุบแผ่นหินผุให้แตกจะพบหินสีสนิมเหล็กคล้ายลูกเต๋า บ้างก็เป็นสีน้ำตาลไหม้ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ถ้าก้อนใหญ่ทุบอีกก็จะแยกเป็นสี่เหลี่ยมเลย

สมัยกรุงศรีอยุธยาพวกชนชั้นสูงนิยมนำ “เพชรหน้าทั่ง” มาสกัดทำหัวแหวน หรือหุ้มทองคำทำเป็นวัสดุอาถรรพ์คอยคุ้มครองป้องกันภยันตราย ด้วยมีความเชื่อว่า เพชรหน้าทั่งนี้เป็นเพชรที่เกิดพระอินทร์ทรงขว้างเทพศาตราวุธ ได้แก่ วชิระหรือสายฟ้า ลงมายังโลกมนุษย์ เกิดเป็นสะเก็ดเพชรขี้นทางเหนือเลยเรียก เพชรสายฟ้า

ส่วนในตำนานนั้นแถบเมืองอุตรดิตถ์ จะมีเมืองลับแลที่ผู้คนหลงเข้าไปจะพบกับเมืองแม่ม่าย มีชายคนหนึ่งหลงเข้าไปได้เมียอยู่มานมนานเกิดคิดถึงบ้าน ก่อนกลับเมียขนเอาเพชรพลอยทองคำใส่ย่ามให้เต็มไปหมด แต่พออกมากลับแลเห็นเป็นแต่ก้อนหิน เข้าใจว่าคงเป็นลักษณะของเพชรหน้าทั่งที่มีลักษณะสีคล้ายทองคำและมีประกายเพชรระยิบระยับในตอนกลางคืน

แร่ธาตุประเภท Pyrite จะถูกถลุงนำไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน เช่น ใช้ทำสีย้อม ทำหมึก ทำกรดกำมะถัน พบมากในเขตดินแดนทางภาคใต้ของไทย เช่นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช อ.บันนังสตา จ.ยะลา สงขลา พัทลุง นอกจากนี้ยังพบที่ ฉะเชิงเทรา ลพบุรี สระบุรี ลพบุรี อุตรดิตถ์ นครราชสีมา และ แพร่ แต่ลักษณะของผลึกในไทยจะเล็กกว่าผลึกที่พบใน โปรตุเกส เสปน เยอรมันนี อิตาลี

ทางด้านพุทธคุณนั้น “เพชรหน้าทั่ง” ได้รับการกล่าวขวัญมาแต่โบราณแล้วว่ามีความเข้มขลังทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี คนสมัยก่อนนิยมพกออกศึกสงคราม นอกจากนี้ด้วยความเป็นประกายคล้ายเพชรคล้ายทองจึงช่วยทางด้านการทำมาค้าขายและความร่ำรวย แล้วเพชรหน้าทั่งนี่ไม่ได้อยู่กับที่กับทางนะครับ คนเก่าๆ เคยเล่าให้ผมฟังว่า เพชรหน้าทั่งนี่วิ่งไปวิ่งมาแล้วกลายสภาพได้ เข้าทำนองเหล็กไหลที่วิ่งไปนู่นไปนี่ จะเสาะหาเก็บรักษามาไว้ในครอบครองค่อนข้างยากแล้วนานๆ ถึงจะเจอแหล่งใหญ่ๆ ซักทีครับผม

 

 

0

หนังสือรวมสุดยอดพระเบญจภาคี บริษัท มังคละบรรณศิลป์ จำกัด อาจารย์ราม
Designed and Copyrights by ESX Active Media Co., Ltd || Powered by Module eXT v.0.95 || Contact info@aj-ram.com Tel. 02-907-3065