AJ-RAM.COM | คุยเฟื่องเรื่องพระแท้กับอาจารย์ราม

พระร่วงหลังรางปืน 2515

"พระร่วงหลังรางปืน เป็นพระยอดขุนพลเนื้อชินยอดนิยม นักสะสมแสวงหากันอย่างกว้างขวาง ด้วยพุทธลักษณะที่อ่อนช้อยงดงามแต่แฝงด้วยความเข้มขลัง จนได้รับการยกย่องให้เป็น "จักรพรรดิแห่งพระเนื้อชิน" "

หลวงพ่อเกษม2พระร่วงหลังรางปืน มีลักษณะประติมากรรมที่งดงาม สง่า ผึ่งผาย สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี นักนิยมพระเครื่องได้ให้ความสนใจ พระร่วงหลังรางปืนนี้ไม่แพ้พระเครื่องชุด "องค์ไตร ภาคี" เนื่องจากเป็นพระเครื่องที่มีขนาดยาว คือพิมพ์ใหญ่ ขนาดสูงประมาณ 8-9 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมาก สตรีที่มีพระเครื่องนี้ไม่ใคร่นิยมคล้องคอ ยกเว้นบรรดาชายหรือพวกนักรบที่ชอบคล้องคอเพราะความสง่างาม

"พระร่วงหลังรางปืน" เป็นพระที่ถูกลักลอบขุดจากบริเวณพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเก่าชะเลียง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย แต่เดิมพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุเป็นสถาปัตยกรรมสกุลช่างลพบุรี สร้างขึ้นเป็นพุทธาวาสโดยตรง ได้รับการปฏิสังขรณ์และแก้ไขดัดแปลงหลายครั้งหลายครา ทั้งในสมัยสุโขทัยและอยุธยา  ต่อมาได้รับการขุดโดยกรมศิลปากรครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ.2497

พระร่วงหลังรางปืน ถูกลักลอบขุดในวันที่ 2 มีนาคม 2499 เวลาประมาณตี 3 กลุ่มคนร้ายมี 4 คน ลักลอบขุดเจาะฐานพระพุทธรูปในพระวิหารด้านทิศตะวันตกขององค์พระปรางค์ และได้งัดเอาศิลาแลงออกไปประมาณ 8 ก้อน พบไหโบราณ 1 ใบ อยู่ในโพรงดินปนทรายลักษณะคล้ายหม้อทะนน หรือกระโถนเคลือบสีขาว สูงประมาณ 16 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 นิ้ว ภายในบรรจุพระพุทธรูปสกุลช่างลพบุรี 5 องค์ คือพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทรทรงเทริด เนื้อสำริด สูง 10 นิ้ว 1 องค์ พระพุทธรูปปางนาคปรก เนื้อสำริด หน้าตักกว้าง 3-4 นิ้ว 2 องค์ พระพุทธรูปนั่งในซุ้มเรือนแก้ว หน้าตักกว้าง 3-4 นิ้ว 2 องค์ และพระร่วงหลังรางปืน ประมาณ 240 องค์ไหโบราณและพระพุทธรูปทั้งหมดนั้น ต่อมาได้นำมาขายที่แถวๆ เวิ้งนาครเกษม พระร่วงรางปืน ที่ได้ในครั้งนี้เป็นพระร่วงหลังรางปืนที่ชำรุดเสียประมาณ 50 องค์ ที่เหลืออยู่ก็ชำรุดเล็กน้อยตามขอบๆ ขององค์พระ พระที่สวยสมบูรณ์จริงๆ นับได้คงไม่เกิน 20 องค์ พระร่วงของกรุนี้เป็นพระเนื้อชินสนิมแดง ที่ด้านหลังพระร่วงกรุนี้ส่วนใหญ่จะเป็นร่องราง  เลยเป็นที่มาของชื่อ "พระร่วงหลังรางปืน"

มีบางองค์ที่เป็นแบบหลังตันแต่พบน้อย และที่ด้านหลังของพระจะเป็นรอยเส้นเสี้ยน หรือลายกาบหมากทุกองค์ ในตอนนั้นพวกที่ลักลอบขุดเจาะได้แบ่งพระร่วงหลังรางปืนกันไปตามส่วน และนำพระร่วงหลังรางปืนออกมาจำหน่าย เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดออกไปก็มีคนจากกรุงเทพฯ เดินทางไปเช่าหากันจนราคาพระสูงขึ้นเป็นอันมาก และพระก็ได้หมดไปในที่สุด

พระร่วงหลังรางปืน ที่พบของกรุนี้ในปัจจุบันได้แบ่งแยกออกเป็น พระร่วงหลังรางปืนพิมพ์ฐานสูงและพิมพ์ฐานต่ำ ข้อแตกต่างก็คือที่ฐานขององค์พระจะสูงและบางต่างกัน นอกนั้นรายละเอียดจะเหมือนๆ กัน ลักษณะร่องรางของด้านหลังก็ยังแบ่งออกได้เป็นแบบร่องรางแคบและแบบร่อง รางกว้าง ที่สำคัญพระร่วงหลังรางปืนจะปรากฏรอยเสี้ยนทั้งสองแบบ

หลวงพ่อเกษม3พระร่วงหลังรางปืนเอกลักษณ์ เนื้อและสนิมของพระร่วงหลังรางปืนจะเป็นเนื้อตะกั่วสนิมแดง วรรณะของสนิมออกแดงแกมม่วงสลับไขขาว สีของสนิมแดงในพระของแท้จะมีสีไม่เสมอกันทั้งองค์ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง จะมีสีอ่อนแก่สลับกันไป ส่วน "พระร่วงหลังรางปืน" ของเทียมมักจะมีเสมอกันทั้งองค์ พื้นผิวสนิมมักจะแตกระแหงเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายใยแมงมุม การแตกของสนิมมักแตกไปในทิศทางต่างๆ กันสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสนิมแดงของแท้ที่ขึ้นเต็มเป็นปื้นมักจะเป็นเช่นนี้

ลักษณะเป็นพระพิมพ์พุทธศิลปะเขมรยุคบายน ในราวปี ค.ศ.13 ซึ่งเป็นสมัยที่ขอมเรืองอำนาจและเข้าปกครองพื้นที่บริเวณนี้ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระพิมพ์ที่ "พวกขอม" เป็นผู้สร้างและบรรจุไว้ในพระปรางค์ องค์พระส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นพระเนื้อชินตะกั่ว ผิวขององค์พระจะมีสีแดงเข้ม บางองค์ออกสีลูกหว้า ลักษณะพิเศษที่น่าสังเกตคือ จะมีไขคลุมอีกชั้นหนึ่งและมีมากกว่าพระร่วง กรุอื่นๆ

พระร่วงหลังรางปืน มีขนาดความสูงประมาณ 8 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร พุทธลักษณะองค์พระประธานประทับยืน แสดงปางประทานพร อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ยอดซุ้มเป็นลายกนกแบบ "ซุ้มกระจังเรือนแก้ว" ส่วนด้านหลังจะมีลักษณะเฉพาะคือ มีร่องกดลึกลงไปเป็นแนวยาวตลอดองค์พระ ซึ่งนักนิยมสะสมพระเครื่องในสมัยก่อนมักเรียกกันว่า "หลังกาบหมาก" หรือ "หลังร่องกาบหมาก" ต่อมาได้ปรากฏพุทธคุณทางแคล้วคลาดจากภยันตรายในเรื่องปืน อีกทั้งร่องกาบหมากด้านหลังนั้นมีลักษณะคล้าย "ร่องปืนก๊อป" จึงขนานนามพระพิมพ์นี้ใหม่ว่า "พระร่วงหลังรางปืน" มาจนถึงปัจจุบัน  มีทั้งหมด 5 พิมพ์ ดังนี้ พิมพ์ใหญ่ ฐานสูง, พิมพ์ใหญ่ ฐานเตี้ย, พิมพ์แก้มปะ, พิมพ์หน้าหนุ่ม และพิมพ์เล็ก เนื่องจาก "พระร่วงหลังรางปืน" เป็นพระพิมพ์เก่าแก่ที่ทรงคุณค่าทั้งด้านพุทธลักษณะและพุทธคุณ เป็นที่นิยมและใฝ่หาของบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องและพุทธศาสนิกชนอย่างถ้วนทั่ว แต่จำนวนการค้นพบนั้นน้อยมาก ผู้ที่มีไว้ครอบครองไม่ว่าจะเป็นองค์ที่สมบูรณ์หรือชำรุดก็ตามก็ต่างหวงแหนยิ่งนัก

เมื่อของเก่ามีน้อย จึงมีการจำลองรูปแบบมาจัดสร้างขึ้นในยุคหลังหลายรุ่น และส่วนใหญ่ล้วนได้รับความนิยมเพราะจัดพิธีปลุกเสกใหญ่ มีเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมร่วมอธิษฐานจิต อีกทั้งเข้มขลังด้วยประสบการณ์มากมาย หนึ่งในพระร่วงหลังรางปืนที่จัดว่าเป็น "ของดีราคาเบา" ที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ "พระร่วงหลังรางปืน วัดพระธาตุดอยสุเทพ" ซึ่งจัดสร้างและปลุกเสกร่วมกับพระกริ่งเชียงแสน, เหรียญพระพุทธสิหิงค์, เหรียญพระเจ้าเสตังคมณี วัดเชียงมั่น, เหรียญหลวงพ่อทันใจ, เหรียญครูบาศรีวิชัย, เหรียญเจ้าคุณพระราชสิทธาจารย์, เหรียญพระอภัยสารทะ วัดทุงยู เป็นต้น

หลวงพ่อเกษม4พระหลังร่วงรางปืนรุ่นนี้มี 2 พิมพ์คือ พิมพ์หลังเจดีย์นูน และพิมพ์หลังเจดีย์จม บ้างก็เรียกว่า พิมพ์พระธาตุลอย และพิมพ์พระธาตุ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ในอิริยาบถยืนบนแท่นภายในซุ้มเรือนแก้ว พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับพระอุระ พระกรซ้ายทอดลงขนานกับลำพระองค์แบบหงายฝ่าพระ หัตถ์ออกด้านหน้าเป็นกิริยาประทานพรครองเครื่องจีวรห่มคลุมพลิ้วบางขนานกับพระองค์ตกลงมาเบื้องล่าง รายละเอียดของพระพักตร์ชัดเจน สีพระพักตร์ค่อนข้างเคร่งขรึม สวมศิราภรณ์ได้แก่ กะบังหน้า และมงกุฎรูปกรวยหรือเรียกกันว่า หมวกชีโบ นุ่งสบงคาดด้วยรัดประคดที่มีการตกแต่งลวดลายที่ปรากฏในศิลปะเขมร แบบบายนที่มีชื่อเรียกว่า "พระร่วงรางปืน" หรือ "พระร่วงหลังรางปืน"

พิธีปลุกเสกที่วัดพระธาตุดอยสุเทพในพิธีมหาพุทธาภิเษกพระพุทธสิหิงค์จำลอง เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2515 โดยคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเป็นประธาน โดยนิมนต์สุดยอดพระเกจิคณาจารย์ 108 รูป ร่วมนั่งปรกปลุกเสก อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร, หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่, หลวงพ่อเกษม เขมโก จังหวัดลำปาง, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม, ครูบาคำแสน อินทจักรโก วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ครูบาคำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล จังหวัดเชียงใหม่, ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุ่ย จังหวัดลำพูน, พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และอาจารย์ชุม ไชยคีรี เจ้าพิธีฝ่ายฆราวาส เป็นต้น นับเป็นพิธีปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพิธีหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ แถมมีพระเกจิอาจารย์ดังทั้งภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้ รวมพลังปลุกเสกกันอย่างเข้มขลัง แค่พระเกจิอาจารย์ดังแดนเหนือ "หลวงพ่อเกษม" ก็สุดยอดแล้ว ห้อยคอไว้ไม่อายใคร เช่าหาก็สบายใจเพราะราคาไม่แพง แถมไม่ค่อยมีของเก๊ ไม่เหมือนพระเก่าพระกรุ ที่ทำเอาบรรดาเซียนน้ำตาร่วงมาแล้ว

 

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

 

หนังสือรวมสุดยอดพระเบญจภาคี บริษัท มังคละบรรณศิลป์ จำกัด อาจารย์ราม
Designed and Copyrights by ESX Active Media Co., Ltd || Powered by Module eXT v.0.95 || Contact info@aj-ram.com Tel. 02-907-3065